คู่มือแนะนำ “เครื่องเขินญี่ปุ่น” งานฝีมือดั้งเดิม (ฉบับสมบูรณ์)

Japanese lacquerware

“เครื่องเขินญี่ปุ่น” (ชิกกิ) มีทั้งแบบที่เป็นลวดลายวิจิตรบรรจง และลวดลายเรียบง่ายดูเป็นธรรมชาติซึ่งได้รับการพัฒนาตามยุคสมัยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเรื่องเครื่องเขินญี่ปุ่นอันงดงามที่มีอยู่มากมายหลายรูปแบบ รวมถึงเครื่องเขินวาจิมะนูริ (輪島塗) และยามานากะ (山中漆器) หากคุณมีโอกาสได้เห็นเครื่องเขินญี่ปุ่นชั้นดีด้วยตาตัวเองแล้วล่ะก็ อย่าลืมสัมผัสและดื่มด่ำไปกับผิวสัมผัสและความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ด้วย

ประวัติเครื่องเขินญี่ปุ่น

”ชิกกิ” (漆器) ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง งานฝีมือที่วาดภาพบนกระดาษหรือไม้ด้วย “อุรุชิ” (漆) ยางรักหรือแลกเกอร์ญี่ปุ่นที่ทำมาจากยางไม้ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้สีและความมันเงาที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความทนทานของเครื่องเคลือบและใช้ประสานส่วนต่างๆ แทนกาวได้ด้วย

อุรุชิอยู่คู่กับงานฝีมือญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยโจมงเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้ว และมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น ในบางครั้งอุรุชิจะถูกนำมาใช้ทำภาชนะสำหรับรับประทานอาหาร เช่น กล่องข้าวที่มีหลายชั้นที่เรียกว่า “จูบาโกะ” (重箱) หรือไม่ก็นำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารแบบโบราณ มีทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของอุรุชิอยู่มากมาย แต่วัตถุโบราณที่ถูกค้นพบในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เนินหอยโทริฮามะที่จังหวัดฟุคุอิหรือซากปรักหักพังคาคิโนะชิมะที่ฮอกไกโดก็ทำให้ได้เห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อยู่มากมายหลายรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องประดับไปจนถึงจานชาม ทั้งหมดล้วนมีจุดเด่นอยู่ที่สีแดงชาด เราจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่าเครื่องเขินนั้นมีคุณประโยชน์ในการใช้สอยมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

เครื่องเขินคานาซาว่า

เมื่อการทำฟาร์มและการตกปลาเฟื่องฟูขึ้น ยางรักก็ถูกนำมาใช้กับเครื่องมือที่ใช้ในการค้าขาย และเมื่อมีการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ประกอบกับการผสานเข้ากับศาสนวัตถุและใช้ในการก่อสร้าง จึงทำให้เกิดการพัฒนาในด้านความวิจิตรบรรจงให้มากขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเครื่องเขินชั้นเลิศที่ใช้เป็นของประดับกันในปัจจุบัน ได้แก่ เครื่องเขิน “ราเด็น” (螺鈿) และ “มาคิเอะ” (蒔絵)

ราเด็น” เป็นคำที่ใช้เรียกเครื่องเขินหรือไม้ที่ฝังเลี่ยมด้วยเปลือกหอยบางๆ เช่น เปลือกหอยเป๋าฮื้อ หอยมุก หรือหอยตาวัว ดอกไม้สีรุ้งบนต้นบ๊วยในภาพด้านบนนี้ก็เป็นตัวอย่างของเทคนิคราเด็น

ส่วน “มาคิเอะ” ใช้กล่าวถึงเครื่องเขินที่ตกแต่งโดยการใช้ทองหรือเงินปิดลงไปบนลวดลายที่วาดไว้บนพื้นผิวอย่างปราณีต ชื่อนี้มาจากคำว่า “มาคุ” (蒔く) ที่แปลว่า “โรย” เป็นการอธิบายถึงวิธีการแบบดั้งเดิมที่จะโรยผงทองหรือเงินลงบนชิ้นงาน ทว่าในปัจจุบันก็ได้มีการนำเทคนิคอื่นๆ เช่น การใช้แผ่นเงินเปลวและทองคำเปลวมาใช้ เครื่องเขินคานาซาว่า (金沢漆器) ในภาพด้านบนนี้ก็เป็นตัวอย่างผลงานชั้นเลิศที่ใช้เทคนิคมาคิเอะโดยเฉพาะ นอกจากบริเวณลวดลายของดอกไม้ที่ทำด้วยเทคนิคราเด็นแล้ว ส่วนอื่นๆ ของชิ้นงานล้วนเป็นเทคนิคมาคิเอะทั้งสิ้น

เครื่องเขินในยุคเมจิ (ค.ศ. 1868 – 1912)

ถึงแม้ว่าเครื่องเขินจะกลายเป็นของสำคัญในชีวิตของชาวญี่ปุ่นไปแล้ว แต่เหล่าชนชั้นสูงที่รักในงานฝีมือก็ยังคงสนับสนุนการพัฒนางานเครื่องเขินอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เครื่องเขินได้รับการยกสถานะขึ้นมาเป็นงานฝีมือที่มีความวิจิตรบรรจง แม้กระทั่งในปัจจุบัน ผลงานเก่าแก่บางชิ้นก็ยังคงมีมูลค่าสูงอยู่ ตัวอย่างเช่น “กล่องเก็บเสื้อคลุมโฮไรซังมาคิเอะ” (Horaisan Maki-e Robe Box) จากศตวรรษที่ 12 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมและนำไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว หากได้ผ่านไปก็ลองแวะไปชมกันดูนะ!

นอกจากนี้ หลังจากที่เครื่องเขินญี่ปุ่นได้ถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการระดับโลกที่ยุโรปบางงาน มันก็ได้รับความสำคัญมากขึ้นและกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะงานฝีมือญี่ปุ่นโบราณ ในปัจจุบัน เครื่องเขินที่ถูกจัดเป็นสมบัติแห่งชาติจำนวนมากได้ถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก เราขอแนะนำให้ลองไปสัมผัสประวัติศาสตร์ผ่านงานฝีมือด้วยตัวคุณเองให้ได้!

ลักษณะเฉพาะของเครื่องเขินญี่ปุ่น

วาจิมะนูริ

คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของเครื่องเขิน คือ ความทนทานและความสามารถในการกันน้ำซึ่งเป็นคุณสมบัติจากยางรักที่เคลือบอยู่ แม้ยางรักจะบางลงหรือแตกเป็นสะเก็ดไปตามกาลเวลา แต่ก็สามารถซ่อมได้ง่ายๆ เพียงลงรักใหม่ทับไปเท่านั้น ที่จริงแล้วในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) ถึงกับต้องมีช่างลงรักไว้คอยซ่อมเครื่องเขินให้คนทั้งเมืองเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้อุตสาหกรรมยางรักก็กำลังเผชิญกับปัญหามากมาย รวมถึงความต้องการซื้อที่สูงกว่ากำลังการผลิตด้วย

ลักษณะสำคัญของเครื่องเขินญี่ปุ่นจะอยู่ที่การ “คุโรนูริ” (黒塗り ลงรักดำ) หรือ “ชูนูริ” (朱塗 ลงชาดแดง) ให้งดงาม เพราะเมื่อพูดถึงเครื่องเขิน สิ่งที่ผู้คนมักจะนึกถึงกันเป็นอันกับแรกก็คือ ผิวเคลือบมันวาวที่ดูมีเสน่ห์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เครื่องเขินที่ดูเก่าไปตามกาลเวลาก็มีเสน่ห์ไม่น้อยเช่นกัน

นอกจากนี้ เครื่องเขินในแต่ละภูมิภาคก็ยังมีเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมเป็นของตัวเองด้วย ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบสไตล์ของงานแต่ละชิ้นได้อย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบของเครื่องเขินสึงารุ (津軽塗) จากจังหวัดอาโอโมริ หรือรูปลักษณ์อันสง่าผ่าเผยของเครื่องเขินวาจิมะนูริ (輪島塗) จากจังหวัดอิชิคาว่าต่างก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง ควรค่าแก่การลองสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง!

ทุกวันนี้ หนึ่งในเครื่องเขินที่พบมากที่สุดในชีวิตประจำวัน คือ “จูบาโกะ” กล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สามารถวางซ้อนกันได้ตั้งแต่ 2 – 5 ชั้น มักจะใช้เป็นสำรับอาหารในเทศกาลปีใหม่ของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “โอเซจิ” (お節) นอกจากนี้ ยังมีการใช้ถ้วยที่เป็นเครื่องเขินในการเสิร์ฟ “โอโซนิ” (お雑煮) ซุปโมจิที่เป็นอาหารสำหรับเทศกาลปีใหม่ด้วย

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเศร้าที่การใช้เครื่องเขินในชีวิตประจำวันของผู้คนลดลงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี และจนถึงทุกวันนี้ ก็ดูเหมือนว่าเครื่องเขินจะได้กลายเป็นของใช้สำหรับร้านอาหารหรูๆ โดยเฉพาะไปแล้ว

เครื่องเขินญี่ปุ่นแบบต่างๆ

วาจิมะนูริ

รูปภาพจาก: Ishikawa Prefectural Tourism League

ประวัติของวาจิมะนูริ

“วาจิมะนูริ” เป็นเครื่องเขินญี่ปุ่นที่ผลิตขึ้นในเมืองวาจิมะซึ่งตั้งอยู่แถวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นในจังหวัดอิชิคาว่า (ทางตอนเหนือของเกาะหลักญี่ปุ่น) ต้นกำเนิดของวาจิมะนูรินั้นมีอยู่หลายทฤษฎี แต่โดยทั่วไปจะเชื่อกันว่างานฝีมือนี้เริ่มขึ้นในสมัยมูโรมาจิ (ค.ศ. 1394 – 1428) เมื่อพระจากวัดเนโกโรจิ (根来寺) ในจังหวัดวากายาม่าได้ทำ “ชาม” (碗) ให้กับวัดจูเร็นจิ (Juren-ji Temple) ในวาจิมะ มีการขุดพบเศษชามเครื่องเขินจากสมัยศตวรรษที่ 15 ในละแวกดังกล่าวซึ่งแสดงให้เห็นว่าเครื่องเขินได้ถูกทำขึ้นในพื้นที่ของวาจิมะในยุคนั้น

ในช่วงกลางสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 18 – 19) ได้มีการคิดค้นเทคนิคที่ผสมยางรักเข้ากับ “จิโนโกะ” (地の粉 ผงดินเหนียวที่อุดมไปด้วยซิลิกา) จากวาจิมะเพื่อใช้ในการลงรักชั้นแรก เทคนิคนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเพราะทำให้ได้ฐานเคลือบชั้นแรกที่แข็งแรง และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการคิดค้นเทคนิค “จินคิน” (沈金 การสร้างลวดลายด้วยทองคำเปลว) อันแสนโด่งดังของวาจิมะนูริและ “มาคิเอะ” (การสร้างลวดลายด้วยยางรักและผงเงินผงทอง) ขึ้นมาเป็นครั้งแรกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลญี่ปุ่นขึ้นในช่วงกลางยุคเอโดะ ทำให้การผลิตสินค้าในท่าเรือวาจิมะที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนั้นเฟื่องฟูยิ่งขึ้นจนสามารถส่งวาจิมะนูริไปยังที่ต่างๆ ได้ทั่วประเทศ และในยุคนี้ก็ยังมีการพัฒนากระบวนการผลิตที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนขึ้นมากว่า 100 ขั้นตอนด้วย

เมื่อสิ้นสุดยุคเอโดะใน ค.ศ. 1868 ความเสียหายต่อการผลิตเครื่องเขินก็เกิดขึ้นเมื่อฐานลูกค้าที่เป็นพวกขุนนางศักดินาและชนชั้นสูงได้หายไป แต่วาจิมะนูริก็สามารถรอดพ้นจากปัญหาดังกล่าวมาได้เนื่องจากยังคงมีชาวนาที่ร่ำรวยและพ่อค้าที่เป็นลูกค้ามาอย่างยาวนานอยู่

หลังจากนั้น เหล่าช่างลงรักและช่างฝีมือมาคิเอะที่ไม่มีงานทำก็พากันไปอยู่ที่วาจิมะและพัฒนาเทคนิคมาคิเอะกันต่อไป ยอดฝีมือวาจิมะนูริที่มีชื่อเสียงบางคน เช่น เส็ตชู ฮาชิโมโตะ (Sesshu Hashimoto) เส็ตชู คุโรคาวะ (Sesshu Kurokawa) โซจิโร่ ฟุนาคาเคะ (Sojiro Funakake) และ เทจิ ฟุนาคาเคะ (Teiji Funakake) ต่างก็มีบทบาทอยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของศตวรรษที่ 20 นี้

ใน ค.ศ. 1955 ช่างฝีมือชื่อ “ไทโฮ มาเอะ” (前大峰) ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นปูชนียบุคคล และต่อมาใน ค.ศ. 1975 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่นก็ได้ระบุให้วาจิมะนูริเป็นงานฝีมือญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และในอีก 2 ปีต่อมา เครื่องเขินญี่ปุ่นก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และสุดท้ายใน ค.ศ. 1982 ก็มีการแต่งตั้งให้เครื่องมือที่ใช้ในการทำวาจิมะนูริเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ด้วยเช่นกัน

ลักษณะเฉพาะตัวของวาจิมะนูริ

ผง “จิโนโกะ” จากวาจิมะที่ใช้ในการทำน้ำยาสำหรับลงรักชั้นแรกให้แข็งตัวมักจะถูกยกให้เป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะตัวของวาจิมะนูริ ผงนี้ผลิตจากดินเหนียวคุณภาพสูง และเมื่อใช้ลงรักเป็นชั้นแรกก็จะช่วยให้เครื่องเขินแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ

กระบวนการผลิตชิ้นงานวาจิมะนูริมีอยู่กว่า 100 ขั้นตอน รวมถึงเทคนิคการฝังผ้าลงในส่วนที่บอบบางที่สุดแล้วลงรักทับเพื่อเป็นการช่วยพยุงชิ้นงานด้วย กระบวนการเหล่านี้ทำให้ได้เครื่องเขินที่มีความทนทานมากยิ่งขึ้น สามารถซ่อมแซมได้ง่ายในกรณีที่แตกหัก อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้นานด้วย

นอกจากนี้ ความหรูหราสวยงามของวาจิมะนูริยังทำให้มันเป็นเครื่องเขินที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้อาจทำขึ้นด้วยการปิดทองลงไปบนลวดลายที่แกะสลักลงบนผิวชั้นแรกที่เคลือบด้วยยางรัก (เรียกว่า “ชินคิน”) หรือไม่ก็ใช้ผงทองหรือเงินในการวาดแบบลงบนพื้นผิวเลย (เรียกว่า “มาคิเอะ”) ว่ากันว่าเทคนิคชินคินนี้มีไว้เพื่อทำเครื่องเขินวาจิมะนูริโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้ได้ลวดลายที่ดูหรูหราฟุ้งเฟ้อแต่ก็ดึงดูดสายตาได้ดี

สาเหตุที่วาจิมะนูริมีคุณภาพสูงเป็นพิเศษนั้น มาจากวิธีที่ใช้ในการผลิต เพราะจะมีช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเฉพาะขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการผลิตมารับผิดชอบงานในแต่ละขั้น ตั้งแต่การแกะสลักไม้, การลงรักผิวชั้นแรก, การขัดเงา ไปจนถึงการตกแต่งในขั้นสุดท้าย ความเชี่ยวชาญพิเศษนี้ช่วยให้สามารถรักษาคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีการตรวจสอบกระบวนการทำงานโดย “นูชิยะ” (Nushiya) บริษัทที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยการผลิต” ด้วย

วาจิมะนูริในปัจจุบัน

แต่ละปีจะมีการใช้ยางรัก 3 – 4 ตันในการผลิตเครื่องเขินญี่ปุ่น ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีเพียง 5% เท่านั้นที่ผลิตจากไม้ในประเทศ ส่วนที่เหลือจะถูกนำเข้ามาจากจีน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังพยายามให้ความช่วยเหลือโดยผลักดันให้มีการปลูกต้นไม้ที่นำมาทำรัก (Lacquer Tree) ในวาจิมะอยู่

อีกหนึ่งปัญหาที่พบในอุตสาหกรรมวาจิมะนูริ คือ การขาดแคลนช่างฝีมือ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันกำลังค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว เนื่องจากมีการลดเวลาฝึกอบรมขั้นพื้นฐานจาก 7 – 8 ปีให้เหลือเพียง 4 ปี อีกทั้งยังมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นในอิชิคาว่า รวมถึงการก่อตั้งสถาบันฝึกช่างฝีมือวาจิมะนูริประจำจังหวัดโดยมีทุนการศึกษาให้แก่ผู้เรียนด้วย ถือเป็นจุดที่ดึงดูดเหล่าช่างฝีมือรุ่นใหม่ไฟแรงได้จากทั่วประเทศเลยทีเดียว

โรงงานและช่างฝีมือวาจิมะนูริรุ่นใหม่กำลังพยายามสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนผลงานให้เข้ากับยุคสมัยกันมากขึ้น หนึ่งในตัวอย่างผลงานอันน่าทึ่งของพวกเขา ได้แก่ วาจิมะนูริที่เคลือบด้วยยางรักที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน สามารถใช้กับช้อนส้อมหรือล้างด้วยน้ำยาล้างจานและฟองน้ำได้

เครื่องเขินยามานากะ

ประวัติของเครื่องเขินยามานากะ

เครื่องเขินยามานากะผลิตขึ้นที่เมืองยามานากะซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องบ่อน้ำพุร้อนของจังหวัดอิชิคาว่า (อยู่เหนือตอนกลางของเกาะญี่ปุ่น) เริ่มมีการผลิตตั้งแต่สมัยอาซูจิ–โมโมยามะ (ค.ศ. 1573 – 1592) โดยกลุ่มช่างแกะสลักไม้ที่ย้ายไปอาศัยในยามานากะ

ในตอนแรกช่างฝีมือจะขายเพียงงานไม้ต่างๆ อย่างเช่น จาน เพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ที่มาแช่ออนเซ็น แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 ในช่วงกลางยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) ก็เริ่มมีการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์โดยมีการเชิญช่างฝีมือเครื่องเขินจากเกียวโต คานาซาว่าและไอสุมาช่วยกันพัฒนาฝีมือในการทำเครื่องเขินและเทคนิคมาคิเอะ (เครื่องเขินที่ตกแต่งด้วยผงทองหรือเงิน) ส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามมา เช่น ชุดชงชาสำหรับพิธีชงชาของญี่ปุ่น

ในช่วงเวลานี้ก็เกิดการพัฒนาเทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องเขินยามานากะขึ้นมามากมาย รวมถึง “เซนซุจิบิกิ” (千筋挽) งานไม้ที่มีลักษณะเป็นแนวริ้วนับพัน, “ชุดาเมะนูริ” (朱溜塗) เทคนิคการลงรักทับลายที่วาดไว้ด้วยสีแดงชาด, และ “โคมะนูริ” (独楽塗) ที่มีดีไซน์เป็นลายวงแหวนสีต่างๆ จำนวนมากเรียงซ้อนกัน รวมถึงลูกข่างที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “โคมะ” (独楽) ด้วย

 

ใน ค.ศ. 1913 ทางรถไฟสายหลักโฮคุริคุ (北陸) มาเปิดให้บริการในเมืองอิชิคาว่า ทำให้ช่างฝีมือสามารถหาซื้อวัตถุดิบกันได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องของการขนส่งเครื่องเขินยามานากะไปยังพื้นที่อื่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดินเท้ากันอีกต่อไป

นอกจากนี้ ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากเกียวโตและโอซาก้า ทำให้ผู้ผลิตสามารถทำเครื่องเขินครั้งละมากๆ ได้ในต้นทุนการผลิตและการส่งออกที่ต่ำ ทว่าการผลิตเครื่องเขินยามานากะแบบโบราณก็ยังคงมีอยู่และถึงกับมีการจัดส่งไปยังสำนักพระราชวัง (หน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ของจักรพรรดิ) ในช่วงสมัยไทโชด้วย (ค.ศ. 1912 – 1926)

เดิมทีวัสดุหลักที่ใช้สำหรับทำงานเครื่องเขิน คือ ไม้ธรรมชาติและยางไม้ แต่ในปี ค.ศ. 1955 เป็นต้นมาก็ได้มีการใช้ยางไม้สังเคราะห์ที่ทำจากพลาสติกและยูรีเทนในการผลิตสิ่งของทุกประเภทแทน รวมถึงของขวัญสำหรับเจ้าสาวด้วย จากนั้นในช่วงหลัง ค.ศ. 1981 เครื่องเขินประเภทนี้ก็ได้กลายเป็นเครื่องเขินที่มีการผลิตสูงสุดในประเทศ หากไม่นับเครื่องเขินไอซุ (会津塗)

ในเวลาต่อมาช่างฝีมือชื่อ “คาวากิตะ เรียวโซ” (川北良造) ซึ่งเป็นผู้ผลิตถ้วยชามจากไม้ธรรมชาติก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นปูชณียบุคคล และเครื่องเขินยามานากะซึ่งได้รับการพัฒนาจากโดยช่างไม้แกะสลักฝีมือดีมากมายก็เริ่มใช้ไม้ที่ผ่านการลงรักในการทำ “วาจิมะนูริ” ด้วย ดังที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้

ลักษณะเฉพาะของเครื่องเขินยามานากะ

เครื่องเขินยามานากะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการขึ้นรูปไม้ด้วยเครื่องกลึง และโดดเด่นกว่าเครื่องเขินชนิดอื่นๆ ด้วยลวดลายที่เป็นรอยริ้วบนพื้นผิวไม้ธรรมชาติ นอกจากนี้ เครื่องเขินยามานากะที่ตกแต่งด้วยลวดลาย “มาคิเอะ” สีทองและสีเงินอันหรูหราก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นัตสึเมะ” (棗) ที่เก็บผงมัทฉะนั้นที่มีราคาสูงมาก

การทำเครื่องเขินประเภทนี้มีหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การขึ้นรูปภาชนะไม้ เคลือบยางรัก และตกแต่งด้วยผงทองหรือผงเงิน นอกจากนี้ การลงรักยังแบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน เช่น การลงรักชั้นแรก และการเคลือบปิดผิว

จังหวัดอิชิคาว่ามีแหล่งผลิตเครื่องเขินอยู่ถึง 3 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีชื่อเสียงในขั้นตอนการผลิตแต่ละด้าน ได้แก่ ภาชนะไม้ (木地) ของยามานากะ การลงรัก (塗) ของวาจิมะ และการตกแต่งด้วยทองคำและเงิน (蒔絵) ในคานาซาว่า อย่างไรก็ตาม เครื่องเขินยามานากะที่ทำด้วยภาชนะไม้ที่ได้จากเครื่องกลึงนั้นถือเป็นอันดับต้นๆ ในแง่ของคุณภาพและกำลังการผลิตเลยทีเดียว

การใช้เครื่องกลึงในการทำภาชนะไม้นี้ เรียกว่า “ฮิกิ” (引き) แต่เทคนิคที่ทำให้ตัวภาชนะบางมากๆ นั้นมีชื่อเฉพาะอยู่ว่า “อุซุบิกิ” (薄挽き) นอกจากนี้ การตกแต่งอื่นๆ ที่ใช้เทคนิคการกลึงเพื่อเพิ่มลายริ้วนับพันบนพื้นผิวก็ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องเขินยามานากะเช่นกัน

ในการทำเครื่องเขิน ช่างฝีมือจะต้องนำไม้ไปโม่เป็นทรงกลมเพื่อทำตัวชาม จากนั้นจึงค่อยดัดให้เป็นรูปทรงต่างๆ อย่าง กล่องใส่อาหารที่ประกอบกันได้หลายชั้น แต่ละขั้นตอนจะถูกทำโดยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญในเทคนิคแต่ละอย่างโดยเฉพาะ

เครื่องเขินยามานากะในปัจจุบัน

เครื่องเขินยามานากะในปัจจุบันมักจะทำจากพลาสติกที่ราคาไม่แพง มีการออกแบบที่สวยงาม และใช้งานได้หลากหลาย เป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความต้องการสูงทั้งในและนอกประเทศ ส่งผลให้มีการจัดตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่งในบริเวณเมืองคางะของจังหวัดอิชิคาว่าเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ และยังคงมีการรักษาคุณภาพของแต่ละขั้นตอนเอาไว้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ เหล่าผู้ผลิตยังพยายามออกแบบจานชามและของตกแต่งที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และรสนิยมอันหลากหลายของคนรุ่นใหม่ อย่างของขวัญสำหรับเจ้าสาว ซึ่งเป็นสินค้าที่ช่วยเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้เป็นผู้ผลิตเครื่องเขินอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นด้วย

อย่างไรก็ตาม ยอดขายของเครื่องเขินกลับหยุดชะงักไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ของคุณภาพดีก็อาจจะไม่ได้ขายได้เสมอไป ด้วยเหตุนี้ สหกรณ์เครื่องเขินยามานากะจึงหันไปลงทุนกับตลาดออนไลน์เพื่อผลักดันสินค้าไปสู่ตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจาก Youtuber ชาวแคนาดาเอาเครื่องเขินยามานากะไปแนะนำในช่องของเขา ส่งผลให้ยอดขายในแคนาดาพุ่งสูงขึ้น สหกรณ์เครื่องเขินยามานากะจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลมาจัดสัมมนาให้กับเหล่าผู้ผลิตเพื่อให้พวกเขารู้จักการขายสมัยใหม่กันมากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดฝรั่งเศสก็เปิดรับงานฝีมือแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากด้วย นอกจากจะตั้งเป้าเชิงรุกที่มุ่งเน้นตลาดต่างประเทศแล้ว เหล่าผู้ผลิตก็กำลังพยายามกระตุ้นธุรกิจเครื่องเขินในแบบต่างๆ เช่นกัน อย่างการใช้เรซินชีวมวล (Biomass Resin) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

เครื่องเขินคานาซาว่า

เครื่องเขินคานาซาว่าเป็นงานฝีมือที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างเทคนิคอันซับซ้อนและงานศิลปะอันลุ่มลึก มีชื่อเสียงขึ้นมาจากลวดลายที่ดูหรูหราและการลงสีที่เน้นสีดำและทองเป็นหลัก พื้นผิวจะถูกตกแต่งด้วยลายเคลือบก่อนที่จะโรยผงเงินผงทองลงไปในขั้นตอนที่เรียกว่า “คางะมาคิเอะ” (加賀蒔絵) ที่ได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมทองคำเปลวที่เฟื่องฟูในคานาซาว่า งานศิลปะอันหรูหรานี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้การปกครองของแคว้นคางะที่มั่งคั่ง เป็นชิ้นงานแสนพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยความสง่างามของขุนนางและความทรงพลังของซามูไร จนได้รับการยกย่องให้เป็นงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม: คู่มือแนะนำ “เครื่องเขินคานาซาว่า” งานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิม

เครื่องเขินเอจิเซ็น

“เครื่องเขินเอจิเซ็น” (越前漆器) เป็นงานฝีมือของเมืองซาบาเอะในจังหวัดฟุคุอิที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของภูมิภาคโฮคุริคุ เครื่องเขินเอจิเซ็นเป็นงานศิลปะโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี มีเอกลักษณ์อยู่ที่ความแวววาวที่ดูนวลตาและลวดลายอันสวยงาม สามารถพบได้ทั่วไปตามงานแต่งงานและงานเฉลิมฉลองต่างๆ ถึงแม้จะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน แต่เครื่องเขินเอจิเซ็นก็สามารถปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์และแนวโน้มของตลาดญี่ปุ่นสมัยใหม่ได้ดี มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบควบคู่ไปกับเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ในปัจจุบัน กว่า 80% ของเครื่องเขินที่ผลิตในประเทศสำหรับใช้ในธุรกิจด้านอาหารและอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ต่างๆ ก็คือเครื่องเขินเอจิเซ็น

นอกจากนี้ เครื่องเขินเอจิเซ็นยังได้รับเลือกให้เป็นงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วย

เครื่องเขินสึงารุ

เครื่องเขินสึงารุผลิตขึ้นในเมืองสึงารุ จังหวัดอาโอโมริ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือของภูมิภาคโทโฮคุเมื่อประมาณ 300 ปีก่อน มีชื่อเสียงในเรื่องการใช้สอย ความทนทาน และลวดลายที่สวยงาม

ลายหลักของเครื่องเขินสึงารุมีอยู่ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ “คารานูริ” (唐塗) “นานาโคนูริ” (七々子塗) “มอนชานูริ” (紋紗) และ “นิชิคินูริ” (錦) แต่ละลายนั้นจะทำด้วยเทคนิคที่แตกต่างกันไป ลายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ คารานูริ ซึ่งเป็นลายจุดที่ดูโดดเด่นคล้ายเม็ดฝน ทำด้วยการทาสีทับกันประมาณ 48 ชั้น นำไปอบแห้ง และเจียระไน

เดิมทีเครื่องเขินสึงารุใช้สำหรับทำฝักดาบซามูไรเท่านั้น แต่ต่อมาก็ได้ถูกประยุกต์เป็นเครื่องเรือนสำหรับตระกูลซามูไรที่มั่งคั่ง และยังคงรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบันในฐานะงานศิลปะโบราณที่โดดเด่นของจังหวัดอาโอโมริ

ข้อมูลเพิ่มเติม: ▶ คู่มือแนะนำ “เครื่องเขินสึงารุ” งานหัตถกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น

สินค้าแนะนำ!

[เทอร์โมมิเตอร์] Mato เครื่องเขินสึงารุ
ที่มา : BECOS

เทอร์โมมิเตอร์ Mato เป็นชิ้นงานจากความร่วมมือระหว่างร้านเครื่องเขินสึงารุเก่าแก่อย่าง Ishioka Kogei และ Empex ผู้ผลิตเทอร์โมมิเตอร์และบาโรมิเตอร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความแม่นยำ เทอร์โมมิเตอร์นี้มีความพิเศษตรงที่ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่และต้องใช้เวลาการผลิตถึง 4 เดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์ หากคุณดูแลด้วยความใส่ใจอย่างถูกวิธีแล้วล่ะก็ งานศิลปะที่ผสานกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัวนี้จะอยู่ได้นานอีกหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว

ช้อปเลย!

เครื่องเขินวากาสะ

เครื่องเขินวากาสะ (若狭塗) เป็นผลิตัณฑ์เมืองโอบามะ จังหวัดฟุคุอิซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคโฮคุริคุ งานฝีมืออายุ 400 ปีชิ้นนี้จัดเป็นงานศิลปะมูลค่าสูง มีการออกแบบที่สวยงามชวนให้นึกถึงผืนมหาสมุทรหรือท้องฟ้าที่ดูระยิบระยับไปด้วยแสงดาว เป็นความงามที่ได้จากเทคนิคการตกแต่งด้วยเปลือกไข่ เปลือกหอย และสนเข็ม (Pine Needles) เนื่องจากเครื่องเขินนี้กันน้ำและทนความร้อนได้ จึงสามารถใช้งานได้หลากหลายและยาวนาน ผู้คนจึงนิยมนำมาใช้เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมยังได้กำหนดให้เครื่องเขินวากาสะเป็นงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมไปใน ค.ศ. 1978 ด้วย

สินค้าแนะนำ

[ตะเกียบ] ANCIENT WAKASA PAINT REPRODUCTION SHIRAYUKI
ที่มา : BECOS
ที่มา : BECOS

ตะเกียบคุณภาพสูงจากแบรนด์ Matsukan ผู้ผลิตตะเกียบวากาสะที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ตะเกียบคู่นี้ได้นำเอาความพิเศษจากลวดลายของเครื่องเขินวากาสะในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) กลับมาใช้ และถูกทำขึ้นด้วยมือของนายช่างผู้เชี่ยวชาญ ตะเกียบคู่นี้ชื่อ “ชิรายูกิ” (白雪) ที่แปลว่า “หิมะสีขาว” ตามลวดลายคล้ายหิมะบนด้ามตะเกียบ นอกจากนี้ ด้วยความที่ชาวญี่ปุ่นถือว่าตะเกียบเป็นเครื่องรางนำโชคสินค้าชิ้นนี้จึงสามารถใช้เป็นของขวัญที่ดีได้อีกด้วย

ช้อปเลย!
[ตะเกียบคู่] WAKASA-PAINTED CHOPSTICKS COUPLE CHOPSTICKS (พร้อมที่วางตะเกียบ)
ที่มา : BECOS
ที่มา : BECOS

ตะเกียบชุดนี้เป็นของแบรนด์ Matsukan เช่นกัน ในชุดประกอบด้วยตะเกียบสำหรับผู้ชาย 1 คู่ และผู้หญิง 1 คู่ โดยของผู้หญิงจะสั้นกว่าเล็กน้อยตามที่เห็นในภาพ ปลายตะเกียบถูกออกแบบมาให้มีความสาก ช่วยให้อาหารไม่ลื่นหลุดง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน อีกทั้งยังทำจากวัสดุที่ในท้องถิ่นด้วย

ช้อปเลย!

▶ มองหางานฝีมืออื่น ๆ

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ คู่มือแนะนำงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิม (ฉบับสมบูรณ์)

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมได้เลย!

* สินค้าบางชนิดอาจไม่สามารถจัดส่งไปยังบางประเทศได้ ดังนั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของผู้ขายก่อนทำการสั่งซื้อ

อัพเดทข้อมูลล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่บทความ

You May Also Like
Read More

วิธีดูแลเสื่อทาทามิ (เสื่อญี่ปุ่น)

"ทาทามิ" มีประโยชน์หลายด้านมาก ทั้งดูดซับความชื้น มีสารต้านแบคทีเรีย แถมยังขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ด้วย แต่เสื่อทาทามิโบราณนั้นทั้งผืนใหญ่ หนา และมักจะมีขายเพียงขนาดเดียว จึงไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการซื้อเพียง 1 - 2 ผืน อย่างไรก็ตาม เสื่อทาทามิยุคใหม่ไม่ได้มีปัญหานี้ จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และในบทความนี้ เราก็จะมาพูดถึงวิธีการทำความสะอาดและดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากทาทามิ เพื่อให้สามารถใช้งานได้นานหลายปีกัน
Read More

ความหมายและที่มาของ “ตุ๊กตาดารุมะ” ทำไมจึงเป็นของนำโชค?

"ดารุมะ" เป็นตุ๊กตาที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน เป็นที่สนใจของผู้คนจากรูปร่างกลมๆ ดูน่ารัก และในระยะหลังๆ มานี้ก็เริ่มได้รับความนิยมใช้เป็นของตกแต่งภายในด้วย ในปัจจุบันมีตุ๊กตาดารุมะอยู่มากมาย หลายรูปร่างหลากสีสัน
japanese-pottery-porcelain-and-lacquerware-whats-the-difference-and-how-to-take-care
Read More

คู่มือถ้วยชามญี่ปุ่น ข้อแตกต่างระหว่างโทกิ จิกิ และชิกกิ

ถ้วยชามที่ใช้กันในญี่ปุ่นนั้นมีทั้ง "โทกิ" และ "จิกิ" ที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา และ "ชิกกิ" ที่เป็นงานไม้ คุณทราบไหมว่าของเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร? ทำมาจากอะไร? ใช้กับไมโครเวฟได้ไหม? มีวีธีดูแลรักษาอย่างไร? ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรามีเรื่องที่ไม่รู้หรือไม่แน่ใจเต็มไปหมด