คู่มือแนะนำงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิม (ฉบับสมบูรณ์)

traditional-japanese-crafts-guide-thumbnail

บทความนี้จะมาแนะนำงานฝีมือดั้งเดิมที่อยู่คู่กับสังคมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน มีเนื้อหาครอบคลุมงานหัตถกรรมทุกรูปแบบที่ชาวญี่ปุ่นภาคภูมิใจ ตั้งแต่ของขึ้นชื่ออย่างชุดกิโมโนและยูคาตะ เสื่อทาทามิ ตุ๊กตาโคเคชิและดารุมะ ดอกไม้ไฟ ไม้ตั้งบอลเคนดามะแสนสนุก ไปจนถึงพัดอุจิวะและเซนซุ จะซื้อเป็นของฝากก็ได้ ชื่นชมเป็นงานศิลปะก็ดี หากคุณพร้อมแล้วก็ตามไปชมความพิเศษของงานฝีมือญี่ปุ่นโบราณกันเลย!

Table of Contents

สิ่งทอ งานย้อม และอื่นๆ

กิโมโน (着物)

Craftspeople making kimono
dowraik / Shutterstock.com
Woman wearing kimono

กิโมโนเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคโบราณ ส่วนใหญ่ทำจากผ้าไหม “นิชิจินโอริ” (西陣織) จากเกียวโต หรือไม่ก็ผ้าฝ้าย “คุรุเมะคาสุริ” (久留米紬) จากฟุกุโอกะ กิโมโนมีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ โดยพื้นฐานแล้วดูคล้ายกับชุดคลุมทั่วไป แต่จะมีจุดเด่นเป็นแขนเสื้อยาวๆ ที่เรียกว่า โซเดะ (袖) กิโมโนที่มีโซเดะยาวเป็นพิเศษจะเรียกว่า ฟุริโซเดะ (振袖) ซึ่งถือเป็นเครื่องแต่งกายทางการของผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน นิยมใส่ไปเข้าร่วมงานทางการอย่างงานแต่งหรือพิธีบรรลุนิติภาวะ (成人式 งานที่จัดขึ้นในวันจันทร์ที่สองของเดือนมกราคมในปีที่อายุครบ 20)

ผู้สวมใส่ทั้งชายและหญิงจะต้องสวมชั้นในที่เรียกว่า นากาจูบัง (長襦袢) ไว้ใต้กิโมโน และพันด้วยสายรัดโอบิ (帯) การสวมกิโมโนจะต้องใช้วิธีเฉพาะที่เรียกว่า คิสึเคะ (着付け) ดังนั้น หากคุณอยากลองใส่กิโมโนตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ใช้บริการร้านเช่าที่มีคนช่วยสวมให้จะดีกว่า

นอกจากนี้ หากเป็นกิโมโนที่ทั้งชุดและโอบิเป็นสีดำจะเรียกว่า โมฟุคุ (喪服) เป็นกิโมโนแบบพิเศษที่ใช้สำหรับงานไว้ทุกข์อย่างงานศพเท่านั้น จึงไม่ควรใส่ในชีวิตประจำวันเป็นอันขาด แต่หากทั้งชุดและโอบิเป็นสีขาวก็จะเรียกว่า ชิโรมุคุ (白無垢) เป็นกิโมโนพิเศษอีกแบบหนึ่งที่ผู้หญิงใช้ใส่ในงานแต่งงานญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ซึ่งมักจะจัดที่วัดหรือศาลเจ้า

ยูคาตะ (浴衣)

Woman wearing blue yukata

ข้อแตกต่างหลักๆ ระหว่างกิโมโนกับยูคาตะ คือ ยูคาตะจะไม่มีชั้นในอย่างนากาจูบังหรือฮาดะจูบัง (肌襦袢) แต่จะสวมลงไปแนบกับผิวโดยตรงเลย ยูคาตะทำจากผ้าฝ้ายซึ่งสวมใส่สบายตัว เริ่มแพร่หลายในยุคเอโดะตอนกลาง (ค.ศ. 1716 – 1829) ในฐานะชุดที่คนนิยมสวมหลังใช้บริการโรงอาบน้ำสาธารณะในช่วงฤดูร้อน และแผ่ขยายไปทั่วญี่ปุ่นในยุคเมจิ (ค.ศ. 1868 – 1912) จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของชุดยูคาตะก็คือสวมใส่ได้ง่ายกว่ากิโมโน เสื้อผ้าที่วางไว้ตามโรงแรมที่มีออนเซ็นอยู่ก็เป็นยูคาตะเช่นกัน แต่หากเป็นชุดหนาๆ ที่สวมในช่วงฤดูหนาวจะเรียกว่า ทันเซน (丹前)

ยูคาตะถือเป็นชุดลำลองซึ่งต่างจากกิโมโนที่เป็นเครื่องแต่งกายแบบทางการ คุณจึงสามารถสวมยูคาตะไปเดินเล่นในเมืองได้ แต่ไม่แนะนำให้ใส่เข้าร่วมงานที่มีความเป็นทางการสูง

บทความที่เกี่ยวข้อง: ▶ 7 ชุดกิโมโนและยูคาตะในดวงใจทีมงานชาวญี่ปุ่นของเรา

ฟุโรชิกิ (風呂敷)

[FUROSHIKI] KEMONODE WHITE (L) / BECOS

โดยทั่วไป ฟุโรชิกิจะหมายถึงผ้าทรงสี่เหลี่ยมจัคุรัสที่ทำจากฝ้าย อาจมีขนาดตั้งแต่ความยาวด้านละ 45 ซม. ที่เรียกว่า จูฮาบะ (中幅) ไปจนถึงความยาวด้านละ 238 ซม. ที่เรียกว่า ชิจิฟุคุ (七幅) ซึ่งใหญ่ขนาดห่อฟุตง (ที่นอนแบบญี่ปุ่น) ได้เลยทีเดียว คนญี่ปุ่นในอดีตมักจะใช้ฟุโรชิกิผืนใหญ่ๆ ในการห่อและขนย้ายข้าวของเฟอร์นิเจอร์ แต่ในปัจจุบันจะนิยมใช้ห่อของขวัญต่างๆ แทน เช่น กล่องขนมและซองเงิน ยิ่งในระยะหลังที่เริ่มมีการนำไปประยุกต์ใช้กันมากขึ้น ก็มีทั้งคนที่นำไปห่อขวดเหล้าสาเกหรือพับเป็นกระเป๋าผ้าด้วย เป็นงานฝีมือสารพัดประโยชน์มากๆ

งานฝีมืออื่นๆ

งานฝีมือที่อยู่ในกลุ่มนี้ยังมีอยู่อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฮาคามะ (袴) ที่ผู้ชายนิยมใส่ในงานทางการอย่างงานแต่ง* จินเบ (甚平) ที่สามารถใส่เป็นชุดลำลองได้ด้วยหรือซามุเอะ (作務衣) ที่นักบวชใส่เวลาทำงาน

นอกจากนี้ ยังมีเทะนุกุอิ (手ぬぐい) ที่คนในสมัยก่อนใช้แทนผ้าขนหนู และผ้าขนหนูอิมาบาริ (今治タオル) ที่แม้จะมีประวัติศาสตร์ไม่ยาวนานนักแต่ก็คุณภาพดีจนดังไกลระดับโลกเลยทีเดียว

ฮาคามะสำหรับผู้หญิงก็มีอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะในยุคไทโช (ค.ศ. 1912 – 1926) การสวมชุดฮาคามะคู่กับรองเท้าบูทนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นแฟชั่นที่ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นกับสไตล์ตะวันตกได้อย่างลงตัว

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ 5 ผ้าขนหนูและผ้าเช็ดหน้าญี่ปุ่นสำหรับทุกสถานการณ์

▶ 7 ข้อน่ารู้เกี่ยวกับผ้าขนหนูญี่ปุ่น

▶ สัมผัสกับเสน่ห์มหัศจรรย์ของงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมกับ “ผ้าขนหนูอิมาบาริ”

งานโลหะ

ของมีคม

 COBALT STAINLESS INTERRUPT 69 LAYER DAMASCUS BEEF SWORD 240MM OAK OCTAGONAL PATTERN-KAKISHIBU FINISH- (Sakai Forged Blades) / BECOS

ของมีคมญี่ปุ่นที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี คือ มีดทำครัวญี่ปุ่น และของมีคมประเภทต่างๆ เช่น กรรไกร เครื่องมือช่างไม้ (อย่างสิ่วและกบไส) หรืออุปกรณ์ทำสวนอย่างจอบและเคียว

ความพิเศษของอุปกรณ์เหล่านี้คือความคม เพราะในการทำอาหารญี่ปุ่นอย่างซาชิมิและซูชินั้น หากความคมของมีดต่างออกไปเพียงเล็กน้อย รสชาติก็อาจจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้น งานฝีมือสำหรับใช้ในการทำอาหารจึงต้องอาศัยความแม่นยำในระดับที่ละเอียดถึงหน่วยมิลลิเมตรเลยทีเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ คู่มือการเลือกซื้อมีดสำหรับเชฟโดยเฉพาะ: รวม 5 มีดแนะนำจากญี่ปุ่น

▶ 8 เรื่องลับน่ารู้เกี่ยวกับมีดทำครัวของญี่ปุ่น

▶ รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมีดญี่ปุ่น Yamawaki Cutlery มีดซะไกคุณภาพสูงระดับโลก

▶ รู้จัก Echizen Uchihamono มีดทำครัวญี่ปุ่นสุดคลาสสิก

เครื่องเหล็ก

Nambu tekki tea pot
เครื่องเหล็กนัมบุ

เครื่องเหล็กมีจุดเด่นเป็นความเรียบง่าย สร้างด้วยวิธีขึ้นรูปที่เรียกว่า จูคิน (鋳金) โดยเทเหล็กหลอมลงไปในเบ้าแม่พิมพ์ อย่างเครื่องเหล็กนัมบุ (南部鉄器) ในภาพด้านบนนี้ ถึงแม้ในระยะหลังจะมีเครื่องเหล็กนัมบุสีสันสดใสที่ดังไกลระดับโลก แต่ข้อดีจริงๆ ของเครื่องเหล็กเหล่านี้กลับเป็นความสามารถในการนำความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม ถึงขนาดที่มีร้านเฉพาะทางหลายร้านที่นำไปใช้เป็นกระทะย่างสเต๊ก แม้จะดูเรียบง่าย แต่เครื่องเหล็กหนาๆ เช่นนี้ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน!

งานฝีมืออื่นๆ

งานโลหะของญี่ปุ่นทำขึ้นจากวัสดุที่เรียกว่า โกะคิน (五金) หรือโลหะทั้ง 5 ซึ่ง ประกอบด้วยทอง เงิน ทองแดง ดีบุก และเหล็ก วิธีการสร้างแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ จูคินและทันคิน (鍛金) โดยจูคินเป็นการเทโลหะลงไปหล่อในแม่พิมพ์เหมือนเครื่องเหล็กนัมบุที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้น ส่วนทันคินจะเป็นการตีโลหะให้แบนเพื่อขึ้นรูปเช่นเดียวกับการทำมีดทำครัว

งานโลหะของญี่ปุ่นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องเงินโตเกียว (東京銀器) ที่ตีและขึ้นรูปด้วยฝีมือช่างเพียงอย่างเดียว ไปจนถึงดาบซามูไรที่คมราวกับมีดโกนอย่างนิฮงโท (日本刀) และการ์ดกันมือที่ติดอยู่กับดาบซึ่งเรียกว่า สึบะ (鍔)

เครื่องเคลือบและงานแก้ว

เครื่องเคลือบ

[SAKE BOTTLE] OBORO LIQUOR BOTTLE BENI (Old Imari-Arita Wares) / BECOS

เครื่องเคลือบญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ โทกิ (磁器) ที่ทำด้วยดินหรือดินเหนียว และจิกิ (磁器) ที่ทำด้วยหินโทเซกิ ประเภทของโทกินั้นสามารถแยกย่อยไปได้อีกว่าเป็นแบบที่เคลือบเงาด้วยสารพิเศษที่เรียกว่า “ยูยาคุ” (釉薬) ก่อนนำไปเผา หรือแบบที่นำไปเผาเลยโดยไม่มีการเคลือบ เป็นเครื่องปั้นที่สวยงามมีเสน่ห์ด้วยโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ของยูยาคุและผิวสัมผัสของเครื่องปั้นดินเผา โทกิที่มีชื่อเสียงนั้น ตัวอย่างเช่น ซัตสึมะยากิ (薩摩焼) ซึ่งแบ่งออกเป็นแบบสีดำที่เรียกว่า คุโรซัตสึมะ (黒さつま) และแบบสีขาวที่เรียกว่า ชิโรซัตสึมะ (白さつま) ส่วนเครื่องปั้นจิกินั้นจะมีจุดเด่นอยู่ที่ความแข็งของเนื้อวัสดุที่ได้จากการนำไปเผาด้วยอุณหภูมิสูงจนพื้นผิวเปลี่ยนเป็นแก้ว หนึ่งในเครื่องปั้นจิกิที่มีชื่อเสียงนั้น ได้แก่ อิมาริ อาริตะยากิ (伊万里・有田焼) ที่อยู่ในภาพด้านบน

เครื่องเคลือบญี่ปุ่นนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ และแต่ละแบบก็มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง จึงรับรองได้ว่าจะมีเครื่องเคลือบที่ถูกใจคุณอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม: ▶ คู่มือแนะนำ “เครื่องเคลือบเซรามิกญี่ปุ่น” งานฝีมือดั้งเดิม (ฉบับสมบูรณ์)

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ 5 จานญี่ปุ่นที่จะช่วยให้โต๊ะอาหารของคุณดูสดใสยิ่งขึ้น

▶ 5 ชามญี่ปุ่นที่จะช่วยเพิ่มสีสันให้กับครัวของคุณ

งานแก้ว

HOSHIKENBISHI OLD PAIR (Edo-Kiriko) / BECOS

ที่คุณเห็นอยู่ในภาพด้านบนนี้ คือ เอโดะคิริโกะ (江戸切子) งานฝีมือโบราณที่ได้รับการรับรองโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เอโดะคิริโกะเป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อน ลวดลายจะถูกสลักไปบนแก้วที่ขึ้นรูปโดยฝีมือช่าง มักจะพบได้บ่อยๆ ตามภัตตาคารหรูๆ แต่ก็มีคนซื้อไปใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีงานแก้วอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า เอโดะการาสุ (江戸硝子) ซึ่งได้รับการระบุให้เป็นงานฝีมือโบราณเช่นกัน และญี่ปุ่นก็ยังมีงานแก้วอยู่อีกหลายแบบทั่วประเทศ เช่น เทนมะคิริโกะ (天満切子) ของจังหวัดโอซาก้า และชิมาซึซัตสึมะคิริโกะ (島津薩摩切子) เมืองคาโกชิม่า

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ รู้จักกับ “เอโดะคิริโกะ” สุดยอดงานฝีมือจากญี่ปุ่น

▶ รู้จักกับ “เครื่องแก้วซัตสึมะคิริโกะ” งานฝีมืออันล้ำค่าของญี่ปุ่น

ตุ๊กตาญี่ปุ่นและของนำโชค

โคเคชิ (こけし)

Miyagi-Dento-Kokeshi doll
ตุ๊กตาโคเคชิพื้นเมืองมิยากิ

ว่ากันว่าโคเคชิถือกำเนิดขึ้นประมาณช่วงศตวรรษที่ 18 ในฐานะของฝากจากออนเซ็นในภูมิภาคโทโฮคุ รูปด้านบนนี้ คือ โคเคชิพื้นเมืองมิยากิ (宮城伝統こけし) ที่ถูกระบุให้เป็นงานฝีมือโบราณโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ตุ๊กตาโคเคชิพื้นเมืองจะมีอยู่ประมาณ 10 – 11 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีรูปทรงและสีหน้าต่างกัน แถมยังมีฐานแฟนคลับเป็นของตัวเองด้วย!

ตุ๊กตาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นด้วยความเอาใจใส่ของช่างฝีมือและเติบโตขึ้นท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของโทโฮคุ นับว่าเป็นตุ๊กตาที่มีเสน่ห์ล้ำลึกมาก

ตุ๊กตาฮินะ (ひな人形)

Hina dolls on display
ตุ๊กตาฮินะ

ตุ๊กตาฮินะเป็นตุ๊กตาสำหรับเด็กผู้หญิงที่ใช้ประดับในเทศกาลเด็กผู้หญิง (桃の節句) ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี ตุ๊กตาฮินะแฝงไปด้วยความปรารถนาให้เด็กหญิงเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขและแข็งแรง ตุ๊กตาที่วางอยู่บนชั้นบนสุดเรียกว่า โอไดริซามะ (お内裏様) ซึ่งจำเป็นต้องประดับด้วยตุ๊กตาชายหญิง 2 ตัว คือ โอบินะ (男雛 ด้านซ้าย) และเมบินะ (めびな ด้านขวา) นอกจากนี้ ยังมี ซันนินคันโจ (三人官女) ซึ่งเป็นหญิงรับใช้ 3 คนของโอไดริซามะ และโกะนินบายาชิ (五人囃子) เด็ก 5 คนในชุดนักเล่นละครโน เป็นต้น ตุ๊กตาทั้งเซ็ตจะมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า จูโกะนินคาซาริ (十五人飾り ของประดับ 15 ชิ้น) หรือนานะดันคาซาริ (7段飾り ของประดับ 7 ชั้น) ตุ๊กตาฮินะยังยังคงฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นโดยไม่หายไปไหน

ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการประดับแบบนานะดันคาซาริกันน้อยลง แต่ก็มีการประดับแบบง่ายๆ เช่น มีโอไดริซามะเพียงอย่างเดียวแทน

นอกจากนี้ ยังมีตุ๊กตาฮินะและฮินะกุ (雛具 อุปกรณ์ที่ใช้ประดับตกแต่งตุ๊กตาฮินะ) อีกมากมายที่ได้รับการระบุให้เป็นงานฝีมือโบราณโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น หนึ่งในนั้นก็คือ ตุ๊กตาซุรุกะฮินะ (駿河雛人形) อันโด่งดังของจังหวัดชิซูโอกะ

งานฝีมืออื่นๆ

ญี่ปุ่นยังมีตุ๊กตาอื่นๆ อีกมากมาย แต่ละแบบล้วนมีรูปร่างและสีหน้าที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ตุ๊กตาฮากาตะ (博多人形) ที่เริ่มมีการผลิตขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1600 หากมีโอกาสก็ลองชมและค้นหาตุ๊กตาที่ถูกใจคุณดูสักตัวสิ!

อ่านเพิ่มเติม: ▶ คู่มือแนะนำ “ตุ๊กตาญี่ปุ่น” งานฝีมือดั้งเดิม (ฉบับสมบูรณ์)

ดารุมะ (ダルマ)

daruma
ดารุมะ

ว่ากันว่าดารุมะถือกำเนิดขึ้นในช่วงยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) และดารุมะตาสีขาวที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นแบบที่เริ่มผลิตในยุคเอโดะตอนปลายซึ่งอยู่ประมาณช่วง ค.ศ. 1800 เนื่องจากในสมัยที่ยังมีดารุมะตาสีดำวางขายอยู่นั้น มีลูกค้ามาบอกว่าไม่ชอบตาดำแบบนั้นมากๆ ทางผู้ผลิตเข้าจึงเปลี่ยนมาขายแบบรับออเดอร์ก่อนแล้วค่อยวาดตาดำลงไปแทน อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ลูกค้าวาดตาดำเองด้วย

ปัจจุบันมีธรรมเนียมให้วาดตาซ้ายของดารุมะพร้อมกับขอพรเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น การศึกษา ชัยชนะในการแข่งขัน และการค้า หากเรื่องดังกล่าวสมปรารถนา จึงค่อยวาดตาขวาตามลงไป

มาเนกิเนโกะ (招き猫)

MANEKI NEKO FENG SHUI (WHITE) INNOCENT RELAX / BECOS

ในประเทศญี่ปุ่น “แมวกวักมาเนกิเนโกะ” นี้ถือเป็นเครื่องรางนำโชคที่ใช้สำหรับเรียกโชคดีเข้ามาสู่ชีวิตของผู้เป็นเจ้าของ ทำด้วยดีไซน์และวัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าหรือดินเหนียว อีกทั้งยังมีการวาดลวดลายและลงสีที่แตกต่างกันด้วย อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้คุณใส่ใจในการเลือกฝั่งของอุ้งเท้าแมวให้ดี (ซ้าย, ขวา, ทั้ง 2 ข้าง) เพราะประเภทของโชคดีนั้นจะขึ้นอยู่กับข้างที่มันยกนั่นเอง นอกจากนี้ สีสันและความสูงของมือที่ยกก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น หากคุณกำลังคิดจะซื้อแมวกวักอยู่ล่ะก็ เราขอให้คุณศึกษาวิธีเลือกเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นใจ แมวกวักถือเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การลงทุนซื้อสินค้าที่ผลิตอย่างมีคุณภาพโดยช่างฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมจึงถือเป็นความคุ้มค่าที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ งานฝีมือญี่ปุ่น: คู่มือแนะนำมาเนกิเนโกะ (แมวกวักญี่ปุ่น)

▶ 6 เครื่องรางนำโชคจากญี่ปุ่น : มนต์ขลังแห่ง “ตุ๊กตาดารุมะ” และ “แมวกวักเรียกโชค”

ของเล่นสำหรับเด็ก

เคนดามะ (けん玉)

wooden kendama
เคนดามะ

เคนดามะปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่เก่าก่อน ว่ากันว่าในช่วงครึ่งหลังของยุค 1700 ก็มีคนเริ่มนำเคนดามะมาเล่นกันในงานสังสรรค์แล้ว วิธีการเล่นคือให้ใช้จานทรงกลมใบเล็กที่เรียกว่า โคะซาระ (小皿) และใบใหญ่ที่เรียกว่า โอซาระ (大皿) ที่ติดอยู่บนปลายทั้ง 2 ข้างของไม้ รวมถึงจูซาระ (中皿) ตรงก้นไม้เพื่อประคองลูกบอลทามะ (玉) ให้เข้าไปเสียบอยู่กับส่วนแหลมๆ ที่เรียกว่า เคนซากิ (けん先)

ปัจจุบัน เคนดามะได้กลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก เป็นงานฝีมือยอดฮิตที่มีวงการเป็นของตนเอง และมีการคิดค้นวิธีเล่นรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมา อีกทั้งยังมีการจัดการแข่งขันระดับโลกด้วย

เด็นเด็นไดโกะ (でんでん太鼓)

denden daiko
เด็นเด็นไดโกะ

เด็นเด็นไดโกะเป็นของเล่นกล่อมเด็กทารกที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อหมุนไม้ไปทางซ้ายหรือขวา ลูกกลมๆ ที่ห้อยอยู่กับเชือกจะไปตีกับส่วนกลองและทำให้เกิดเสียง สัญลักษณ์เหมือนลูกน้ำที่อยู่บนส่วนกลองเรียกว่า มิตสึโดโมเอะ (三つ巴) ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้

เด็นเด็นไดโกะในรูปด้านบนเป็นของที่ผู้เขียนซื้อมาเมื่อ 10 ปีที่แล้วจาก “นากาจิมายะไทโกะเทน” (中島屋太鼓店) ร้านเก่าแก่ที่จำหน่ายกลองญี่ปุ่นของจังหวัดยามากาตะมาตั้งแต่ ค.ศ. 1832 ตัวเชือกเคยขาดไปแต่ก็ได้รับการซ่อมเรียบร้อยแล้วข้อดีของงานฝีมือโบราณเหล่านี้คือหากไม่ได้เสียหายมากก็สามารถซ่อมกลับมาใช้ใหม่ได้ สามารถส่งต่อจากพ่อสู่ลูก จากลูกสู่หลาน ให้ความทรงจำคงอยู่ไปได้อีกนานหลายปี

งานฝีมืออื่นๆ

งานฝีมือดั้งเดิมสำหรับเด็กและทารกนั้นมีอยู่มากมาย เช่น โคมะ (独楽) ลูกข่างญี่ปุ่นหลากรูปทรง, ดารุมะโอโตชิ (だるま落とし) เกมตีหอคอยด้วยค้อนไม้เล็กๆ โดยต้องระวังไม่ให้ดารุมะที่อยู่ด้านบนตกลงมา, ยาจิโรเบ (やじろべえ) ที่แม้จะสั่นซ้ายขวาแรงๆ ก็ไม่ร่วง หากมีโอกาสได้มาญี่ปุ่น การเที่ยวชมและลองเล่นงานฝีมือเหล่านี้ด้วยตัวคุณเองก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน

งานไม้และไม้ไผ่

ชิกกิ (漆器)

[SAKE BOTTLE & CUP SET] 3 PIECES SENSUJI UCHI-NEGORO / BECOS

ชิกกิ (漆器) เป็นผลิตภัณฑ์ไม้ที่เคลือบด้วยยางไม้อุรุชิ (漆) ซึ่งหาได้จากต้นอุรุชิ คุณสามารถนำชิกกิไปประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบมาก เพราะมันทั้งแข็งแรง ถลอกยาก กันน้ำ กันผุ อีกทั้งยังเป็นสื่อกันความร้อนและไฟฟ้าที่ดีด้วย ส่วนใหญ่จะเคลือบด้วยอุรุชิซ้ำกันหลายๆ ชั้น แล้วประดับตกแต่งพื้นผิวด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น ส่วนเหลือบรุ้งของเปลือกหอยที่เรียกว่า ราเด็น (螺鈿) หรือไม่ก็ใช้ทองและเงินอย่างที่คุณเห็นใน วาจิมะนูริ (輪島塗) ที่อยู่ในภาพด้านบน

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ คู่มือแนะนำ “เครื่องเคลือบญี่ปุ่น” งานฝีมือดั้งเดิม (ฉบับสมบูรณ์)

▶ คู่มือแนะนำ “ทองคำเปลวคานาซาว่า” งานฝีมือญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

▶ 5 ชุดช้อนส้อมและตะเกียบที่จะทำให้คุณหลงรักเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารแบบญี่ปุ่น

งานไม้ไผ่

Suruga-Takesensuji-Zaiku lattice basket
งานซุรุกะทาเคะเซนซุริไซคุ

ไม้ไผ่ญี่ปุ่นชอบอากาศที่ชื้นและอบอุ่น ทั้งยังมีมากมายกว่า 600 สายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ไม้ไผ่ที่เหมาะสำหรับทำงานฝีมือนั้นมีเพียงพันธุ์คุโรจิคุ (黒竹), ฮาจิคุ (淡竹), มาดาเคะ (真竹) และอีกไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้น ไผ่เหล่านี้มีสรรพคุณในการต้านเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งยังแข็งแรงและยืดหยุ่น ถึงขนาดที่ใช้เป็นวัสดุเสริมคอนกรีตแทนเหล็กเส้นในยุคที่เหล็กขาดแคลนได้เลยทีเดียว

ภาพด้านบน คือ กรงแมลงไม้ไผ่แสนประณีต เป็นหนึ่งใน งานซุรุกะทาเคะเซนซุริไซคุ (駿河竹千筋細工) ของชิซูโอกะ งานฝีมือโบราณที่ได้รับการกำหนดโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีงานไม้ไผ่ที่โด่งดังประเภทอื่นอีกเช่นกัน อย่างแปรงชงชาทาคายาม่า (高山茶筌) ของนารา ที่ใช้ประโยชน์จากเส้นใยอันแข็งแรงของไผ่ฮาจิคุ คุโรทาเคะ หรือซุซุทาเคะ (煤竹) ทำโดยการฉีกส่วนยอดของไผ่ดังกล่าวออกเป็น 80 – 200 เส้น และเอโดะวาซาโอะ (江戸和竿) เบ็ดเอโดะสุดหรูในฝันของนักตกปลา ซึ่งเริ่มผลิตขึ้นในยุคเอโดะ ช่วงปีเคียวโฮ (ค.ศ. 1716 – 1736)

งานฝีมือโบราณที่ทำจากไม้ไผ่ยังมีอยู่อีกมากมายทั่วญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นงานไม้ไผ่คัตสึยามะ (勝山竹細工) ของโอคายาม่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานใช้ง่าย, ม่านไม้ไผ่โอซาก้าคงโก (大阪金剛簾) ของโอซาก้า, งานไม้ไผ่เบปปุ (別府竹細工) ของโออิตะ, หรือ ธนูยาวมิยาโกะโนโจ (都城大弓) ของมิยาซากิ

นอกจากนี้ ไม้ไผ่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง เช่น ทำโคมกระดาษ โครงพัดเซนซุและพัดอุจิวะดังที่เราจะกล่าวถึงกันในส่วนถัดไป

งานฝีมืออื่นๆ

ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะแคบยาว ทอดตัวจากทิศเหนือไปใต้ จึงมีฤดูกาลที่หลากหลาย และมีพรรณไม้มากมายตั้งแต่ไม้ใบแหลมไปจนถึงไม้ใบใหญ่กว้าง ด้วยเหตุนี้ ทั่วประเทศญี่ปุ่นจึงมีงานฝีมือโบราณมากมายที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของไม้ในพื้นที่นั้นๆ งานฝีมือเหล่านี้มีมากจนไม่สามารถแนะนำได้หมด และทุกวันนี้ก็ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เช่น โอดาเตะมาเกะวัปปะ (大館曲げわっぱ) กล่องทรงกลมของอาคิตะที่ใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของต้นสนอาคิตะ ด้วยการนำแผ่นไม้ไปแช่ในน้ำเดือดจนนิ่ม แล้วดัดให้โค้งอย่างรวดเร็ว, งานสานโอคุไอซุอามิคุมิ (奥会津編み組細工) ของฟุคุชิมะที่ใช้ประโยช์จากเถาวัลย์ธรรมชาติอย่างฮิโรโระ (ヒロロ) และมาทาทาบิ (マタタビ) และงานโมเสคไม้ฮาโกเน่ (箱根寄木細工) ของคานากาว่าที่ทำขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากสีของไม้ธรรมชาติกว่า 50 สายพันธุ์

กระดาษวาชิและโอริกามิ

วาชิ (和紙)

Washi paper
กระดาษวาชิ

วาชิหรือกระดาษญี่ปุ่นทำขึ้นด้วยเทคนิคที่เรียกว่า ทาเมะสุกิ (溜め漉き) ซึ่งรับมาจากจีนตั้งแต่ก่อนยุคอาซุกะ (ค.ศ. 592 – 710) ต่อมาในยุคนารา (ค.ศ. 710 – 794) ก็มีการผลิตกระดาษวาชิขึ้นทั่วญี่ปุ่น และเกิดรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ขึ้นมากมายซึ่งยังคงมีการผลิตมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่วาชิที่ถูกยกให้เป็นงานฝีมือดั้งเดิมก็มีถึง 9 ชนิดแล้ว

โอริกามิ (折り紙)

Origami crane
โอริกามิ

โอริกามิมีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ ย้อนไปจนถึงช่วงศตวรรษที่ 17 มีการนำกระดาษวาชิสีสันต่างๆ มาพับเป็นเรือหรือนกกระเรียน ซึ่งถือเป็นต้นแบบของโอริกามิในปัจจุบัน ทุกวันนี้ ถึงแม้จะมีการนำวาชิสีๆ มาพับให้เห็นน้อยลง แต่วิธีการพับแบบดั้งเดิมก็ยังคงถูกสืบสานต่อมาเรื่อยๆ อีกยังมีวิธีพับใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ในหลากหลายรูปแบบมาได้จนถึงปัจจุบัน

เครื่องเขียน

แปรงและพู่กัน

[MAKEUP BRUSH] LONG 9-PIECE SET WITH POUCH / BECOS

เมื่อวัฒนธรรมการเขียนได้แพร่กระจายสู่ระดับบุคคลทั่วไปในช่วงศตวรรษที่ 18 พู่กันก็เริ่มกลายเป็นของที่ขาดไม่ได้ในแต่ละบ้าน โดยเฉพาะพู่กันคุมาโนะ (熊野筆) ในรูปด้านบนที่ได้ครองตลาดทั้งพู่กันสำหรับเขียน พู่กันวาดภาพ รวมไปถึงพู่กันแต่งหน้าซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก พู่กันคุมาโนะเป็นที่โปรดปรานของช่างแต่งหน้ามืออาชีพเนื่องจากมีคุณภาพสูง แม้แต่ในทุกวันนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ 4 อุปกรณ์แต่งหน้าญี่ปุ่นสุดปังที่เหล่าบรรดาแฟนคลับแนะนำ

▶ 5 ปากกาญี่ปุ่นที่จะมาแต่งแต้มสีสันให้กับชีวิตของคุณ บอกเลยว่าต้องโดน!

งานหิน

ตะเกียงหิน (石灯籠)

ishidoro (stone lanterns) lined up
ตะเกียงหิน

ตะเกียงหินมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ว่ากันว่าเริ่มใช้กันตั้งแต่สมัยยุคเฮอัน (ค.ศ. 794 – 1192) เป็นตะเกียงส่องไฟยามค่ำคืนของวัดและศาลเจ้า ปัจจุบันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสวนญี่ปุ่น ตะเกียงหินที่โด่งดังและได้รับการกำหนดให้เป็นงานฝีมือโบราณก็มีตะเกียงหินมาคาเบะ (真壁石灯籠) จังหวัดอิบารากิ, งานหินโอคาซากิ (岡崎石工品) ของจังหวัดไอจิ, งานฝีมือเกียวอิชิ (京石工芸品) ของเกียวโต และตะเกียงหินอิสุโมะ (出雲石灯ろう) ของทตโตริ เป็นต้น

งานฝีมืออื่นๆ

ภาพพิมพ์ไม้ (木版画)

Ukiyo-e

ภาพพิมพ์ไม้ หมายถึง ภาพที่ทำจากการนำแผ่นไม้ไปสลักด้วยเครื่องมือจำพวกสิ่ว ใส่สีลงในส่วนที่ยุบลงไป แล้วถูกระดาษกับสีให้ติดกันด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า บาเรน (バレン)

เชื่อกันว่าญี่ปุ่นรับเทคนิคภาพพิมพ์ไม้มาจากจีนเมื่อประมาณศตวรรษที่ 8 และเฟื่องฟูที่สุดในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) งานศิลปะญี่ปุ่นแบบหนึ่งที่เรียกว่าภาพอุคิโยะ (浮世絵) ซึ่งบอกเล่าความเป็นอยู่ที่ดีของชนชั้นกลางได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ จึงมีการคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ขึ้นมาช่วยในการสร้างรูปภาพ เช่น โบกาชิ (ぼかし การไล่สี) และเคนโต (見当 การติดสัญลักษณ์บนแผ่นไม้เพื่อให้กระดาษอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเวลาพิมพ์) ภาพอุคิโยะในยุคแรกจะวาดด้วยหมึกสีดำล้วน เรียกว่า ซุมิสุริเอะ (墨摺絵) จนเมื่อเข้าสู่ ค.ศ. 1700 ก็ได้เริ่มมีการทำภาพหลายสีด้วยการใช้แผ่นไม้หลายๆ แผ่น เทคนิคเคนโตจึงพัฒนาขึ้นในช่วงกลางและท้ายศตวรรษที่ 17 เพื่อป้องกันไม่ให้สีคลาดเคลื่อน จากนั้นจึงเกิด ภาพนิชิกิ ซึ่งเป็นภาพอุคิโยะหลายสีที่พิมพ์ด้วยแผ่นไม้แผ่นเดียวขึ้นในภายหลัง นำไปสู่ความรุ่งเรืองของภาพอุคิโยะ

ผลงานที่โด่งดังก็มีทั้งภาพทิวทัศน์อย่าง 53 สถานีแห่งทางหลวงโทไคโด (東海道五十三次) ที่เป็นภาพวิวตั้งแต่สะพานนิฮงบาชิในโตเกียว (ภาพด้านบน) ถึงเกียวโต, ภาพหญิงงาม บิจินกะ (美人画), และภาพการร่วมเพศที่เรียกว่า ชุนกะ (春画) ซึ่งยังเป็นเรื่องที่เปิดกว้างอยู่ในยุคนั้นด้วย

บอนไซ (盆栽)

บอนไซ

บอนไซญี่ปุ่นมีต้นกำเนิดมาจากศาสตร์การทำสวนในยุคจีนโบราณ แต่ในขณะเดียวกันก็มีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเองซึ่งยาวนานกว่าพันปี และได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธและเซนมาค่อนข้างมาก คำว่า “บอน” (盆) หมายถึงจานหรือภาชนะ ส่วน “ไซ” (裁) หมายถึงพืช บอนไซจึงมีความหมายว่า พืชที่ปลูกในภาชนะนั่นเอง โดยทั่วไปการเลี้ยงบอนไซจะต้องคอยตัดแต่งต้นไม้ให้ไม่สูงเกิน 1 เมตร มีการแบ่งตามขนาดออกเป็นโชฮิน (小品 15 – 20 ซม.), คิฟู (貴風 20 – 35 ซม.), จูฮิน (中品 35 – 60 ซม.) และ ไดฮิน (大品 60 – 120 ซม.)* นอกจากนี้ ก็ยังมีบอนไซที่อายุเก่าแก่เกิน 800 ปีด้วย

ไม้ที่สามารถนำมาทำบอนไซได้นั้นมีหลายชนิด เช่น ต้นสน (สนแดง, สนดำ, สนขาว), เมเปิ้ลญี่ปุ่น, บ๊วยญี่ปุ่น, เคยากิ, คาริน, ชินปาคุ, โทโช, ซากุระ, และซัตสึกิ หากไม่สะดวกซื้อต้นไม้จากญี่ปุ่นก็สามารถใช้ต้นไม้ในประเทศของคุณเองได้เช่นกัน บอนไซที่โตเต็มที่จะดูเหมือนภาพของต้นไม้ธรรมชาติที่ถูกตัดแต่งอย่างสมบูรณ์แบบและย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลง ในขณะที่พันธุ์ไม้ดั้งเดิมอาจไม่ใช่ไม้ขนาดเล็ก โดยพื้นฐานแล้วจึงสามารถปลูกต้นอะไรเป็นบอนไซก็ได้

* นี่เป็นเพียงขนาดอย่างคร่าวๆ อาจแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ของต้นไม้

เสื่อทาทามิ (畳)

tatami
เสื่อทาทามิ

เสื่อทาทามิเป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก ในขณะที่งานฝีมือญี่ปุ่นโบราณจำนวนมากเป็นสิ่งที่พัฒนาต่อยอดมาจากจีน เสื่อทาทามิกลับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่น เสื่อทาทามิที่เก่าแก่ที่สุดและยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นของยุคนารา (ค.ศ. 710 – 784) ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในอาคารโชโซอิน (正倉院) ของวัดโทไดจิ (東大寺) จังหวัดนารา

ทาทามิทำด้วยการถักและทอหญ้าที่ชื่อว่า อิกุสะ (い草) ซ้อนกันหลายๆ ชั้น แล้วปิดปลายด้วยผ้าที่เรียกว่า ทาทามิเบริ (畳縁) ที่หน้าตาเหมือนแถบสีดำในภาพด้านบน ในอดีตประเภทของทาทามิเบริจะแตกต่างกันไปตามสถานะทางสังคม แต่ในปัจจุบันคุณสามารถเล่นกับรูปแบบได้อย่างอิสระ ทาทามิที่ซื้อมาใหม่ๆ จะมีสีเขียวและกลิ่นหอมของหญ้าอิกุสะ เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชา โดยทั่วไปแล้ว เสื่อทาทามิจะมาในทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ทาทามิทรงอื่น เช่น ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เรียกว่า ริวกิวทาทามิ (琉球畳) ก็มีอยู่เช่นกัน

ฟุตง (布団)

ฟุตง

ฟุตง หรือ ฟูกนอนญี่ปุ่นสามารถแบ่งย่อยๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ ชิกิบุตง (敷き布団) ซึ่งใช้สำหรับปูนอนบนพื้น และคาเคะบุตง (掛け布団) ที่ใช้แทนผ้าห่ม ประวัติศาสตร์ของฟุตงนี้ถือว่าค่อนข้างใหม่ และเป็นเครื่องใช้ที่แพร่หลายในหมู่คนทั่วไปมาตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1900 – 1930 เดิมทีคนญี่ปุ่นมักจะใช้การปูเสื่อทาทามิ หรือ มุชิโระ (むしろ ฟางที่ทอผสมกับต้นข้าวหรือข้าวสาลี) ซ้อนกันหลายๆ ชั้นเพื่อใช้เป็นชิกิบุตง คนทั่วไปมักจะใช้มุชิโระในการห่มกันหนาว ในขณะที่ชนชั้นสูงจะใช้ผ้ากิโมโนดีๆ แทน

โดยทั่วไป ชิกิบุตงมักจะทำจากผ้าฝ้าย ในขณะที่คาเคะบุตงก็ทำจากฝ้ายแต่จะมีการยัดไส้ขนห่านเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากคุณซื้อฟุตงที่ราคาถูกก็อาจเป็นไส้ที่ทำจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์แทน ฟุตงถือว่าเป็นเครื่องใช้ที่มีข้อได้เปรียบหลายประการทำให้มันต่างจากพรมหรือผ้าปูชนิดอื่น ทั้งมีน้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายง่าย ทำให้สามารถซักหรือนำไปตากแดดได้สบายๆ อีกทั้งยังสามารถพับเก็บได้ด้วย ช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยภายในห้องได้มากทีเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง: ▶ 10 ฟูกนอนญี่ปุ่น เสื่อและพรมทาทามิที่คุณสามารถพักผ่อนและชาร์จพลัง

พัดอุจิวะและเซนซุ (団扇 & 扇子)

Kyo-Sensu Fans / BECOS

เซนซุและอุจิวะเป็นงานฝีมือโบราณที่โดดเด่นของญี่ปุ่น ทำด้วยการใช้ไม้ไผ่เป็นโครงและแปะด้วยกระดาษวาชิ

พัดเซนซุถูกใช้มาตั้งแต่ช่วงต้นยุคเฮอัน (ประมาณ ค.ศ. 800) เซนซุที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งยังคงอยู่มาถึงยุคปัจจุบัน คือ พัดฮิโอกิ (桧扇 พัดที่ใช้ในวังหลวง) ที่พบอยู่ในแขนของเทวรูปเจ้าแม่กวนอิมพันมือหรือ “เซนจุคันนง” (千手観音像) ของวัดโทจิ (東寺) จังหวัดเกียวโต มีบันทึกว่าเป็นสิ่งของที่ตกทอดมาจากช่วงปีแรกของยุคกันเงียว (ค.ศ. 877) ในยุคนั้นเนื่องจากกระดาษเป็นของมีค่า จึงมีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เซนซุ แต่เมื่อเข้ายุคคามากูระ (ค.ศ. 1185 – 1333) ก็ได้มีการแพร่สู่ชาวบ้านทั่วไปด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง พัดอุจิวะซึ่งมีต้นแบบมาจากพัดจีนที่เรียกว่า ซาชิบะ (翳) ก็ได้เข้ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่นสมัยยุคโคฟุน อุจิวะแบบปัจจุบันที่ทำจากไม้ไผ่และกระดาษเป็นแบบที่เริ่มสร้างในยุคเฮอันตอนปลาย (ประมาณ ค.ศ. 1100) เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1867) จึงเริ่มแพร่หลายในกลุ่มคนทั่วไป ใช้ในการพัดให้เกิดลมเย็นและก่อไฟทำอาหาร ถึงแม้ในปัจจุบันยังมีอุจิวะแบบดั้งเดิมผลิตอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ แต่ก็มีอุจิวะพลาสติกที่ราคาถูกและผลิตจำนวนมากๆ ขายอยู่ทั่วไปเช่นกัน จึงมีคนญี่ปุ่นมากมายที่ไม่เคยได้สัมผัสกับลมดีๆ ที่เกิดจากความยืดหยุ่นของไม้ไผ่และความสวยงามของอุจิวะแบบดั้งเดิม

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶คู่มือแนะนำ “พัดเอโดะเซนซุ” งานฝีมือญี่ปุ่นโบราณ

▶ คู่มือแนะนำ “พัดเกียวเซนซุ” งานฝีมือญี่ปุ่นโบราณ

▶ เจาะลึก “งานฝีมือญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม”

ดอกไม้ไฟ (花火)

senko-hanabi fireworks
เซนโคฮานาบิ

ดอกไม้ไฟนับว่าเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนญี่ปุ่น ดอกไม้ไฟที่ถือในมือได้นี้เป็นที่นิยมในเอโดะมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 ภาพด้านบนนี้คือ เซนโคฮานาบิ (線香花火) ที่ผู้คนในยุคปัจจุบันคุ้นเคยกันดีในฐานะสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ในอดีตมีการปักฮานาบิลงบนฮิบาจิ (อุปกรณ์ให้ความร้อนแบบหนึ่ง) ซึ่งดูคล้ายกับการถวายธูป (เซนโค) ตามแท่นบูชาของศาสนาพุทธ จึงเป็นที่มาของชื่อเซนโคฮานาบินั่นเอง ในส่วนของดอกไม้ไฟแบบปัจจุบันที่ห่อด้วยกระดาษวาชินั้น ว่ากันว่าเป็นของที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1760 – 1800 ซึ่งตรงกับยุคเอโดะตอนปลาย

ประกายไฟที่เกิดจากดวงไฟเล็กๆ ราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานนั้นช่างดูสวยงามและเปราะบาง แต่งแต้มสีสันให้กับฤดูร้อนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีการจัดเทศกาลดอกไม้ไฟขึ้นทั่วประเทศเป็นประจำทุกปีด้วย* เป็นธรรมเนียมที่เริ่มขึ้นในสมัยเอโดะ ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากการจุดดอกไม้ไฟขึ้นในเทศกาลซุยจินไซ (水神祭) ที่จัดขึ้นในเกียวโตและเรียวโกคุเพื่อขับไล่โรคร้ายและอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะอดอยากยุคเคียวโฮ (ค.ศ. 1733)

* เทศกาลดอกไม้ไฟ ค.ศ. 2020 ถูกยกเลิกเกือบทั้งหมดเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนงานเทศกาล ค.ศ. 2021 ยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอน

กลองญี่ปุ่น (和太鼓)

japanese drums taiko
วาไดโกะ

กลองญี่ปุ่น หรือ วาไดโกะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเทศกาลญี่ปุ่นและเป็นของที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีการบันทึกไว้ว่าในสมัยยุคโจมง (ช่วง 12,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 300) มีการใช้กลองนี้เป็นเครื่องมือการสื่อสาร จากนั้นในยุคคามากูระ (ค.ศ. 1185 – 1333) ก็มีปรากฎในรูปแบบของโอฮายาชิฮายาชิไทโกะ (お囃子はやし太鼓) ที่ใช้ตีร่วมกับการเป่าขลุ่ยที่เรียกว่า “ชิโนบุเอะ” (篠笛) และเครื่องตีทรงกลมที่ทำจากโลหะ เรียกว่า “โช” (鉦) ส่วนในยุคเซนโกคุ (ค.ศ.1467 – 1573) ก็มีปรากฎขึ้นในรูปแบบของกลองจินไดโกะ (陣太鼓) ที่ใช้ตีเพื่อให้สัญญาณกองทัพ ในที่สุด เมื่อถึงสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) กลองเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานเทศกาล

ถึงแม้กลองญี่ปุ่นจะมีอยู่หลายชนิด แต่ทั้งหมดต่างก็ต้องใช้เวลาในการสร้างนานถึง 3 ปี นับเป็นหนึ่งในงานฝีมือโบราณที่ไม่ได้สร้างกันง่ายๆ เลย

ร่มญี่ปุ่น (和傘)

japanese umbrellas
ร่มญี่ปุ่น

ร่มญี่ปุ่นมีต้นกำเนิดอยู่ในยุคเฮอัน (ค.ศ. 794 – 1185) ว่ากันว่าถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่นพร้อมกับศาสนาพุทธที่มาจากจีน ในยุคแรกๆ ร่มญี่ปุ่นมีลักษณะเหมือนโดมและไม่ได้ใช้เป็นอุปกรณ์กันฝน แต่ใช้เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายหรือใช้เป็นร่มบังแดดในกลุ่มชนชั้นสูง ส่วนร่มญี่ปุ่นที่กันฝนได้และหุบได้อย่างในปัจจุบันนั้นถูกสร้างขึ้นในยุคอาซูจิ-โมโมยามะ (ค.ศ. 1573 – 1603) และเริ่มใช้กันอย่างกว้างขวางในช่วงกลางยุคเอโดะ (ค.ศ. 1716 – 1829) สำหรับร่มญี่ปุ่นในยุคนี้นั้น นอกจากใช้งานได้ดีแล้วยังเน้นเรื่องดีไซน์และเทคนิคต่างๆ จนสามารถนับเป็นแฟชั่นในรูปแบบหนึ่งได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับงานฝีมือโบราณอื่นๆ ร่มญี่ปุ่นมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระดาษ ไม้ไผ่ และไม้ มีจุดเด่นคือเวลากางออกจะดูเรียบ ต่างจากร่มตะวันตกที่ดูเหมือนโดม

ปัจจุบันสามารถพบเห็นร่มญี่ปุ่นได้ยากมาก แต่ความสวยงามของมันก็คุ้มค่าที่จะหาโอกาสไปชมให้ได้สักครั้ง

โคมกระดาษ (提灯)

chochin japanese lanterns
โคมไฟกระดาษ

โคมกระดาษเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยตามวัดและศาลเจ้า มีประวัติคล้ายๆ กับร่มญี่ปุ่น โดยว่ากันว่าเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนในช่วงยุคมูโรมาจิ (ค.ศ. 1336 – 1573) แต่โคมกระดาษที่พับได้อย่างในปัจจุบันจะเป็นของยุคมูโรมาจิตอนปลาย คล้ายว่าจะเป็นอุปกรณ์ทางพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง พอเข้าสู่ยุคอาซูจิ-โมโมยามะ (ค.ศ. 1573 – 1603) ก็ได้พัฒนาเป็นโคมไฟน้ำหนักเบาที่พกพาสะดวก จากนั้นในยุคเอโดะตอนกลาง (ค.ศ. 1716 – 1829) ที่สามารถผลิตเทียนไขเป็นจำนวนมากได้ โคมกระดาษที่เคยใช้เฉพาะในชนชั้นสูงจึงมีราคาถูกลงด้วย ชาวบ้านทั่วไปจึงสามารถนำไปใช้ได้อย่างอิสระ เป็นยุคที่มีโคมกระดาษรูปทรงต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทีเดียว

โคมกระดาษที่ได้รับการกำหนดให้เป็นงานฝีมือโบราณโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมก็มี กิฟุโจจิน (岐阜提灯) ของจังหวัดกิฟุ และยาเมะโจจิน (八女提灯) ของฟุกุโอกะ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงผลิตกันอยู่

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

▶ เพิ่มสีสันให้กับห้องนั่งเล่นด้วยโคมไฟญี่ปุ่น 3 แบบ!

▶ ชมตัวอย่าง “งานฝีมือญี่ปุ่น” หลากประเภท

▶ รู้จักงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมประเภทต่างๆ : สิ่งทอ, เครื่องปั้น, ตุ๊กตาผ้าและไม้ และอีกมากมาย!

งานฝีมือดั้งเดิมที่พัฒนาเป็นศิลปะยุคใหม่

RAIN RAIN GO AWAY (L) LEISURE MAT / BECOS

ในระยะหลังมานี้ ได้มีงานฝีมือหลายประเภทที่ก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิมๆ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้คนในยุคปัจจุบัน จนเกิดเป็นงานศิลปะยุคใหม่ภายใต้ความร่วมมือของช่างฝีมือและดีไซเนอร์ งานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นด้วยทักษะดั้งเดิมที่ถูกบ่มเพาะมานานหลายร้อยปีที่ได้รับการปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตในปัจจุบัน เป็นสินค้าที่ทั้งคุณภาพดี ใช้งานง่าย แถมยังดูดีอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง:

▶ 25 งานฝีมือญี่ปุ่นสุดเก๋

▶ 7 เครื่องประดับญี่ปุ่น สวยแมทช์ทุกชุดทุกสถานการณ์

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

* สินค้าบางชนิดอาจไม่สามารถจัดส่งไปยังบางประเทศได้ ดังนั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของผู้ขายก่อนทำการสั่งซื้อ

อัพเดทข้อมูลล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่บทความ

You May Also Like
Read More

งานฝีมือญี่ปุ่น: คู่มือแนะนำมาเนกิเนโกะ (แมวกวักญี่ปุ่น)

"แมวกวัก" ที่คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นของนำโชคมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในปัจจุบัน มาเนกิเนโกะก็ยังคงได้รับความนิยมและมักจะขายเป็นของแต่งบ้าน หรือของขวัญอวยพรเมื่อมีการเปิดร้านใหม่